ซอฟต์แวร์ที่ท่านซื้อมีคุณสมบัติเหล่านี้ไหม ?
โปรแกรมบัญชีระดับมาตรฐาน ที่กรมสรรพากรยอมรับ
พัฒนาโดยบริษัทที่มั่นคง และ มีชื่อเสียงมายาวนาน ด้วยทีมโปรแกรมเมอร์มืออาชีพ
มีผู้ใช้กันอย่างแพร่หลาย มีการบอกต่อ ๆ กัน
ทำงานบน Windows ด้วยระบบบัญชีต่าง ๆ ครบวงจร นับสิบระบบในราคาที่คุ้มค่า
ใช้งานง่าย สะดวก ลดเวลาการทำงาน และมีรายงานที่สมบูรณ์แบบ
การอบรมเพื่อการใช้งานได้จริงก่อนซื้อ
มีบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม
ทำไมธุรกิจจึงควรใช้ โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบ ERP เข้ามาช่วยบริหารงาน ?
- ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน
- ลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน
- ช่วยให้สามารถควบคุมภายใน
- ทำให้ได้ข้อมูลทาง บัญชี ที่รวดเร็วและแม่นยำ เช่น งบการเงิน รายงานต่างๆ
- มีรายงานวิเคราะห์เพื่อช่วยเป็นข้อมูลในการแข่งขันและการตัดสินใจทางธุรกิจ
- สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร
- มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
วิธีทดสอบ โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี ERP ก่อนซื้อ
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อ โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp คุณควรที่จะได้ทำการทดสอบคุณสมบัติและความสามารถของโปรแกรมให้ละเอียดเสียก่อน
หากคุณไม่พิถีพิถันในการเลือกซื้อโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpดีแล้วคุณจะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายภายหลังเป็นอย่างมาก คุณควรที่จะทำการทดสอบดังรายการต่อไปนี้
1. Tool ที่ใช้ในการพัฒนา ในที่นี้ไม่ไดรับประกันว่าการมี Tool ที่ดีแล้วจะทำให้การพัฒนาซอฟท์แวร์ออกมาดีด้วย แต่ Tool ที่ดีก็สามารถช่วยโปรแกรมเมอร์ในการพัฒนาระบบงานให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ระบบงานจะมีคุณภาพขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น มีการออกแบบที่ดี มีทีมโปรแกรมเมอร์ที่มีคุณภาพมีความเป็นมืออาชีพ มีทีม QA ที่มีคุณภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย คุณต้องทำความเข้าใจว่า โปรแกรมโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpเป็นโปรแกรม Database Tool บางตัวอาจจะไม่เหมาะสมในการพัฒนากับงานที่เป็น Database ภาษา Visual FoxPro เหมาะสำหรับการพัฒนาโปรแกรมที่เกี่ยวกับ Database ที่ใช้ภายในองค์กรนั้น ๆ ไม่เหมาะทำงานทางการค้าเพราะจะต้องมีการ Maintenance อยู่ตลอดเวลา จะต้องมีการ Reindex ข้อมูลอยู่เป็นประจำ ข้อมูลเสียหายบ่อย จะต้องมีเจ้าหน้าที่คอยบริการอยู่ตลอดเวลา
2. ความเร็วของโปรแกรม คุณควรที่จะทดสอบความเร็วของโปรแกรมในขณะที่มีข้อมูลมาก ๆ อาจจะประมาณ 10,000 Record ขึ้นไป โปรแกรมที่ใช้ Access เป็น Database ข้อมูลมาก ๆ จะช้ามาก ส่วน Foxbase จะทำให้เกิดปัญหาในการที่จะต้อง Reindex ข้อมูลอยู่เสมอ
3. สอบถามการทำงานบนระบบLAN ร ะบบ LAN ที่อยากจะให้ทำความเข้าใจ คือ Client/Server และ File Server สองระบบทำงานต่างกันมาก ผู้ขายบางรายได้บอกลูกค้าว่าโปรแกรมของตัวเองเป็น Client/Server ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงแค่ File Server ระบบ File Server โอกาสที่มีปัญหาในการทำงานภายหลังมีมาก เช่น File เสีย การประมวลผลทำได้ช้า ไม่สะดวกในเรื่องการทำงาน การทำงานติดขัดอยู่ตลอดเวลา
4. ทดสอบเปรียบเทียบความง่ายในการใช้งาน
- ต้องสามารถใช้เมาส์แทนคีย์บอร์ดได้ทุกหน้าจอ คงไม่สะดวกเป็นอย่างมากหากต้องใช้เมาส์สลับคีย์บอร์ดอยู่ตลอดเวลา
- ทดสอบในเรื่องระบบการค้นหาว่าสะดวกรวดเร็วหรือไม่
- ทดสอบขั้นตอนในการทำงานว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่
- หน้าจอบันทึกข้อมูลต้องง่ายในการทำความเข้าใจ
- ความสัมพันธ์ในการทำงานในระบบต่าง ๆ ต้องเป็นไปอย่างง่ายดาย
5. ตรวจสอบความถูกต้องของรายงาน (Report) คุณจะทดสอบความถูกต้องของโปรแกรมได้ก็ต่อเมื่อคุณได้มีโอกาสได้ใช้โปรแกรมจริงเท่านั้น บางโปรแกรมบันทึกข้อมูลได้แต่ออกรายงานไม่ถูก รายงานแต่ละรายงานยอดไม่ตรงกัน ขาดความเชื่อถือของรายงานที่จะนำข้อมูลไปใช้ บางโปรแกรมเมื่อมีข้อมูลเป็นจำนวนมากไม่สามารถจะออกรายงานพร้อมกันหลาย ๆ เครื่องได้อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านควรพิจารณาในหัวข้อนี้คือ รายงานที่ได้ครบถ้วน ถูกต้องตามที่ท่านต้องการหรือไม่ คุณต้องเปรียบเทียบให้ละเอียดว่ารายงานของซอฟท์แวร์ตัวไหนที่ตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด
6. ตรวจสอบคุณภาพของทีมบริการหลังการขาย ผู้ขายซอฟท์แวร์บัญชีบางรายไม่สามารถจะให้คำแนะนำในการ Implement โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpได้เลย เพราะขาดผู้เชี่ยวชาญทางด้านโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpประจำบริษัท โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpที่พัฒนาออกมาจึงตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เพียงบางจุดเท่านั้น การออกแบบและพัฒนาโปรแกรมมาจะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางด้านโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpเป็นอย่างดีจึงจะได้โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpมีคุณภาพ ทีม Customer Support ต้องมีพนักงานที่มีประสบการณ์ทางด้านบัญชีมากพอที่จะคอยให้บริการต่อลูกค้า ผู้ซื้อบางรายลืมคำนึงถึงการบริการหลังการขาย ทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานภายหลัง
ความรู้ เตรียมการก่อนซื้อโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp
จากความจำเป็นทางธุรกิจ ที่จะต้องมีการพัฒนา และปรับปรุงประสิทธิภาพ ในการบริหารงาน อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ธุรกิจ สามารถที่จะแข่งขัน และอยู่รอดได้ ในตลาดการค้า ซึ่งนับวันจะยิ่ง ทวีความรุนแรงมากขึ้น จากระบบการค้าโลก ที่ไร้ซึ่งพรมแดน ผู้ชนะและผู้ตัดสินใจที่ถูกต้อง เท่านั้น ที่จะอยู่รอดได้ การตัดสินใจที่จะนำ IT (Information Technology) หรือ เทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้ จึงเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจในปัจจุบัน ไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงได้
เพราะเป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว อย่างยาวนานโดยไม่ต้องสงสัยว่า การนำโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp มาใช้ อย่างเหมาะสม เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญยิ่ง ในการช่วยเพิ่มพัฒนาประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ขององค์กรในทุกระดับประกอบกับเทคโนโลยีด้านนี้ ก็ไม่ได้เป็น เทคโนโลยีที่สูงส่ง หรือมีราคา แพงจนเกินเอื้อมอีกต่อไป หลายสิบปีที่ผ่านมาโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp ได้พัฒนาไปมาก ทั้งประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และ ราคาที่มีแต่จะลดต่ำลง การเลือกโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp ที่เหมาะสมกับความต้องการ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ มากกว่าการที่จะตัดสินใจใช้ หรือไม่ใช้โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp เสียอีก เพราะองค์กรของท่าน อาจจะต้องการใช้ เพียงแค่คอมพิวเตอร์ PC Standalone เล็กๆ 1 เครื่องพร้อมกับโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpชุดเล็ก ๆ พร้อมกับ MS Office กับเครื่องพิมพ์อีก 1 เครื่องด้วยงบประมาณไม่ถึง 5 หมื่นบาท ก็อาจจะเพียงพอแล้ว ที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพงานได้ 2-10 เท่า อนาคตหากองค์กรเติมโตมากขึ้น อาจจะขยายต่อยอดเป็นระบบ ERP (Enterprise Resources Planning) หรือ เชื่อมกับ SCM (Supply Chain Management) หรือเชื่อมกับ CRM (Customer Relationship Management) หรือระบบต่างๆ อีกมากมาย ที่ผู้ผลิตซอฟท์แวร์ จะสรรหามาให้คุณเลือกลงทุน ได้ด้วยงบลงทุน ที่ เมื่อเทียบกับผลกำไรที่ท่านจะได้รับ ถือว่า ราคาต่ำมาก
ดังนั้นการตัดสินใจเลือกโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp ความเลือกอย่างรอบคอบ หากเกิดความผิดพลาดนอกจากจะไม่ช่วย ให้องค์กรได้ประโยชน์อะไรแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งความเสียหาย อย่างใหญ่หลวง ซึ่งความเสียหาย ไม่ใช่เพียงเกิดกับผู้รับผิดชอบเท่านั้น แต่ธุรกิจของท่านที่สู้ฟันฝ่า และสะสมเงินทองมานับสิบๆปี อาจหยุดชะงัก ยังผลให้ขาดทุน อย่างมหาศาล ด้วยการลงทุน ในระบบซอฟท์แวร์หรือโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือใช้ไม่ได้จริง จะดันทุรังใช้ต่อ ก็รังแต่จะสร้างความเสียหาย ยิ่งขึ้นไปอีก จะนำไปขายก็ไม่อาจขายได้เพราะซอฟท์แวร์เป็นสิทธิ์ในการใช้ ที่ผู้ขายมอบสิทธิ์ ให้เป็นเฉพาะรายไป คงเหลือไว้แต่ CD-ROM ไม่กี่แผ่น เอาไว้ให้คุณดูต่างหน้า ที่หาราคาค่างวดไม่ได้
ซึ่งทุกท่าน ที่กำลังมองหาซอฟท์แวร์มาใช้ คงไม่ต้องการที่จะประสบ กับเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนั้น แต่การที่จะเลือกซอฟท์แวร์ ให้เหมาะสมหรือถูกต้องได้นั้น ก็จำเป็นที่ผู้เลือก จะต้องมีความรู้ หรือมีการเตรียมการมาก่อนในระดับหนึ่ง เพราะซอฟท์แวร์หรือโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpสำเร็จรูป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ IT นั้น มีความเป็นนามธรรม หรือเป็นเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยาก และมีความแตกต่าง ในรายระเอียดค่อนข้างมาก หรือบางทีอาจจะเป็นความต่าง ในความเหมือนที่ยากที่จะรู้ได้ หากไม่ได้สัมผัสลองใช้กันจริงๆ ตัวอย่างเช่น ในการทำงานของโปรแกรม 2 ตัว ทำงานในลักษณะเดียวกัน ทำได้เหมือนกันแต่ต่างวิธีกัน หากเปรียบเทียบการทำงาน ของโปรแกรมดั่งการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ วิธีการแรกขึ้นเครื่องบินตรงไปได้เลย แต่อีกวิธีต้องนั่งรถไฟ ลงไปนครศรีธรรมราชก่อน แล้วค่อยต่อรถยนต์ไปขึ้นเครื่องบินที่ภูเก็ต เพื่อไปเชียงใหม่ จะเห็นได้ว่าไปถึงเชียงใหม่เหมือนกัน แต่ต้นทุนและเวลาที่ใช้ไม่เท่ากัน เป็นต้น
ลักษณะของโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp ก็มักจะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นการหาข้อมูล ก่อนการตัดสินใจซื้อ จึงทำแบบสุกเอาเผากินไม่ได้ อย่าเชื่อเพียงเพราะบทความ ที่เขาเขียนลงวารสารที่ดูดี หรือจากคำโฆษณาใน Brochure หรือคำพูดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย ที่ตอบเพียงแค่ ได้ครับ ได้ค่ะ แต่ไม่เคยลงในรายละเอียดว่า ได้จริงหรือเปล่า ได้อย่างไร มีข้อจำกัดอะไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เพราะข่าวสารข้อมูล ที่ผู้ขายซอฟท์แวร์นำมาเสนอนั้น ล้วนละเลย และมองข้ามจุดบกพร่อง หรือจุดด้อยของซอฟท์แวร์นั้นไปทั้งสิ้น สิ่งที่นำเสนอ จึงกล่าวแต่ข้อดี ข้อมีประโยชน์ อันน่ารื่นรมย์เท่านั้น
วัตถุประสงค์ของบทความนี้ ก็เพื่อจะเป็นแนวทางอย่างคร่าวๆ สำหรับผู้ที่กำลังมองหา โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp หรือระบบ ERP หรือระบบ Accounting & Distribution มาใช้ในองค์กร ซึ่งแม้อาจไม่สามารถรับประกันได้ว่า เมื่อปฏิบัติตามแนวทางนี้แล้ว จะประสบความสำเร็จ 100% แต่เชื่อได้ว่า จะช่วยให้ท่าน เลือกซอฟท์แวร์ได้อย่างถูกต้อง ตรงตามความต้องการ และสามารถนำไปใช้งานได้จริง มากกว่าการที่ไม่ได้เตรียมการอะไรเลย
ความเสียหายจากการเลือกใช้ โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp ที่ไม่มีคุณภาพ
การทำงานขายฝ่ายบัญชีเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิผล
เกิดความล่าช้าในการทำงาน ซึ่งจะมีผลกระทบกับฝ่ายอื่น ๆ ในองค์กร
ทำให้เสียโอกาสในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากขาดข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจ
ไม่ได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในองค์กรแต่กลับจะสร้างปัญหา ให้กับการ ทำงาน
เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว
โอกาสที่จะสูญเสียพนักงานที่มีคุณภาพออกจากบริษัท
ไม่ค่อนข้างสูง เพราะเบื่อหน่ายต่อโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpใช้อยู่เป็นประจำทุกวัน
ไม่มีโอกาสพัฒนาระบบงานให้ก้าวหน้าต่อไป
ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเลือกซื้อซอฟท์แวร์ตัวใหม่อีก
เมื่อมีการเลือกซื้อซอฟท์แวร์ตัวใหม่อีกครั้ง จะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการที่จะเริ่มต้นระบบงานใหม่อีกรอบ
องค์กรไม่เจริญก้าวหน้า ขาดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจเพราะขาดเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ
จะทราบได้อย่างไรว่า โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp ตัวไหน มีคุณภาพตามที่ต้องการ ?
เราเข้าใจปัญหาของท่านเป็นอย่างมากเพราะบางบริษัทเปลี่ยนซอฟท์แวร์ แล้วหลายครั้งยังหาที่ถูกใจไม่ได้เลย บริษัทที่จำหน่ายซอฟท์แวร์ในปัจจุบันมีเป็นจำนวนมากดูคุณสมบัติของโปรแกรมแล้วไม่ต่างกันเลย ถ้าไม่พิจารณาให้ดีเป็นไปได้ยากที่จะเลือกใช้ได้ตามที่เราต้องการ บางบริษัทขายแล้วทิ้งลูกค้าเลย ไม่สนใจลูกค้าเก่า หาลูกค้าใหม่ไปเรื่อย เพราะเขามองว่าขออยู่ได้เพียงแค่วันนี้พอโอกาสหน้า ค่อยว่ากันใหม่ นานวันเข้าไม่มีลูกค้าก็ปิดกิจการก็มี ไม่มีความรับผิดชอบต่อลูกค้า ไม่มี Commitment ต่อลูกค้าไม่มีจรรยาบรรณต่อวิชาชีพผู้ขายซอฟท์แวร์ประเภทนี้ ไมได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจของลูกค้าเลยแม้แต่น้อย การเปิดกิจการพัฒนาและจำหน่ายซอฟท์แวร์เป็นเรื่องไม่ยากแต่การจะดำรงไว้ซึ่งบริษัทที่ดีมีคุณภาพ เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
เลือก โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp หรือ ระบบบัญชี ก่อนซื้อ
เลือกบริษัทที่ไม่มั่นคง เลิกกิจการแล้วไม่มีใครบริการหลังการขาย
สถานที่ติดต่อไม่สะดวก ก่อนซื้อไม่เคยเข้าไปบริษัทที่จำหน่ายซอฟท์แวร์
เลือกบริษัทที่ไม่มีความรู้ทางด้านบัญชีที่จะคอยให้คำแนะนำในการประยุกต์ใช้ซอฟท์แวร์
เลือกโปรแกรมที่ใช้ Database ไม่ดีพอ (เปรียบเหมือนฐานรากของอาคาร)
เลือกโปรแกรมที่ไม่สามารถ Modification ให้ท่านได้ ท่านทราบได้อย่างไรว่าความต้องการของท่านมีเพียงเท่านี้
ผู้จำหน่ายซอฟท์แวร์ขาดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาซอฟท์แวร์เพื่อชื่อมต่อกับระบบงานอื่น ๆ ในอนาคต
ไม่มีคำแนะนำในการเลือกซื้อ โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp ให้เหมาะสมกับ Hardware
ผู้พัฒนาและจำหน่ายไม่มีความรู้ความเข้าใจทางด้านบัญชี
คำนึงถึงโปรแกรมราคาถูกอย่างเดียว ลืมคำนึงถึงคุณภาพซอฟท์แวร์และการบริการหลังการขาย "โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpดีต้องมุ่งเน้นทางด้านการบริการเป็นหลัก"
เลือกบริษัทที่ไม่มีการพัฒนาโปรแกรมอย่างต่อเนื่อง ซอฟท์แวร์ล้าสมัย ระบบบัญชีของเราไม่สามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อการตัดสินใจได้รวดเร็วเท่ากับคู่แข่งขัน
Report ที่ได้ไม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริหาร โดยเฉพาะ โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp ที่เป็น Package เพราะบางครั้งผู้บริหารลืมให้ความสำคัญกับข้อมูลบางส่วน ดูรายละเอียดไม่คลอบคุมทั้งหมด
ไม่มีโอกาสได้ทดลองใช้งานจริง ก่อนตัดสินใจซื้อท่านควรจะได้ทดลองใช้งานจริงก่อน
เลือกโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpใช้งานยาก ซอฟท์แวร์บางตัวคุณสมบัติอาจจะครบถ้วน แต่สิ่งที่จะลืมไม่ได้คือ ต้องง่ายในการใช้งาน สะดวก รวดเร็ว ครบถ้วน ถูกต้อง อย่าลืมว่าเรานำซอฟท์แวร์เข้ามาใช้เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ข้อมูลต้องตอบสนองต่อธุรกิจ
หลงเชื่อในโฆษณา เราถามอะไรเขาจะตอบว่าได้หมด ฝ่ายขายไม่มีจรรยาบรรณ ฝ่ายขายควรนำเสนอสิ่งที่ดี ที่มีอยู่ในซอฟท์แวร์นั้น ๆ เป็นหลัก ไม่ควรที่จะเน้นการขายให้ได้เพียงอย่างเดียว
เลือกบริษัทที่ไม่มีทีมบริการหลังการขาย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การบริการหลังการขาย เพราะธุรกิจของคุณจะต้องใฃ้ โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp ไปอีกนานตราบที่ธุรกิจของคุณต้องดำเนินต่อไป บริษัทที่ขายซอฟท์แวร์อาจบอกท่านว่า ไม่รู้เรื่องบัญชีก็ยังใช้งานได้ ท่านเคยคิดไหมว่าทำไมบริษัทใหญ่ ๆ ถึงเลือกโปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erpมีคุณภาพพร้อมบริการ แม้เขาจะมีฝ่ายบัญชีที่มีความสามารถ ฝ่าย IT ประจำบริษัทเพราะงาน โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบบัญชี erp คือ งานบริการหลังการขาย
ไม่สามารถรองรับธุรกิจในอนาคต เช่น E- Commerce โปรแกรม DOS ไม่สามารถรองรับได้แน่นอน ส่วนระบบอื่น ๆ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบด้วย
ความรู้ เกี่ยวกับ บัญชีและภาษีอากร
"หลักเกณฑ์การยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม แล้วออกฉบับใหม่ ต้องทำอย่างไร "
กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้จัดทำใบกำกับภาษีที่มีรายการในส่วนที่เป็นสาระสำคัญไม่ถูกต้องครบถ้วน เมื่อได้รับการร้องขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิมและจัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ที่ถูกต้อง ให้ดำเนินการดังนี้
1. เรียกคืนใบกำกับภาษีฉบับเดิมและนำมาประทับตราว่า "ยกเลิก" หรือขีดฆ่าแล้วเก็บรวบรวมไว้กับสำเนาใบกำกับภาษีฉบับเดิม
2. จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ซึ่งเป็นเลขที่ใหม่ แต่จะต้องลงวัน เดือน ปี ให้ตรงกับ วัน เดือน ปี ตามใบกำกับภาษีฉบับเดิม และ
3. หมายเหตุไว้ในใบกำกับภาษีฉบับใหม่ว่า "เป็นการยกเลิกและออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนฉบับเดิมเลขที่… เล่มที่…." และหมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายของเดือนภาษีที่จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ด้วย
4. ผู้ประกอบการที่ขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม และออกฉบับใหม่ ต้องถ่ายเอกสารใบกำกับภาษีฉบับเดิม (ฉบับที่ขอยกเลิก) ติดเรื่องไว้ และส่งมอบใบกำกับภาษีฉบับที่ขอยกเลิกคืนให้ผู้ออกใบกำกับภาษีนำไปรวมกับสำเนาไว้เป็นหลักฐาน
5. ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่ หมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายประจำเดือนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนด้วย "การนำใบกำกับภาษีซื้อมาใช้เหลื่อมเดือน มีหลักเกณฑ์นับจำนวนเดือนอย่างไร ?"
การนำใบกำกับภาษีซื้อไปใช้ในเดือนอื่นซึ่งมิใช่เดือนที่ออกใบกำกับภาษี ได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ในกรณ๊ที่มีเหตุจำเป็นโดยผ่อนผันให้นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากเดือนที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีได้ ให้เริ่มนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี เช่น ใบกำกับภาษีออกเมื่อเดือน ก.ค.46 มีสิทธินำใช้ภายใน 6 เดือน โดยให้นับเดือนส.ค. เป็นเดือนที่ 1 (ประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 4) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 76)ฯ
"การออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้"
ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้จัดทำใบกำกับภาษี หรือใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้แล้ว ต่อมาหากได้รับการร้องขอจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งทำใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้สูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้ หรือใบแทนใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น โดยดำเนินการดังนี้
1. ถ่ายสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเพิ่มหนี้ หรือสำเนาใบลดหนี้ และให้บันทึกรายการดังนี้ลงในภาพถ่ายหรือด้านหลังของภาพถ่ายดังกล่าว
(1) ใบแทนออกให้ครั้งที่
(2) วัน เดือน ปี ที่ออกใบแทน
(3) คำอธิบายย่อ ๆ ถึงสาเหตุที่ออกใบแทน
(4) ลงลายมือชื่อของผู้ออกใบแทน
2. ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งออกใบแทนตาม 1. บันทึกรายการตาม (1) - (4) ไว้ด้านหลังสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเพิ่มหนี้ หรือสำเนาใบลดหนี้ด้วย
3. ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่ หมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายประจำเดือนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทน โดยระบุชื่อผู้ซื้อ เลขที่/เล่มที่ วันที่ของใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ที่ได้มีการออกใบแทน "ถ้าซื้อของมาแล้วผู้ขาย/ผู้รับเงินไม่ออกหลักฐานให้ ต้องทำอย่างไร ?"
โดยทั่วไปแล้ว เอกสารที่มีหลักฐานการจ่ายเงินสมบูรณ์ถูกต้อง เป็นไปตามกฏหมาย และสรรพากรยอมรับ เอกสารรายจ่ายนั้นควรจะมีข้อความ ดังนี้
- ชื่อที่อยู่ของผู้รับเงิน/ผู้ขาย
- มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี, หรือเลขบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับบุคคลธรรมดา
- มีชื่อที่อยู่ของผู้ซื้อ/ผู้จ่ายเงิน
- มีรายละเอียดสินค้า/บริการ จำนวนเงิน
- เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ
แต่ก็มีีบ้างที่เมื่อเวลาไปซื้อของหรือจ่ายเงินแล้ว ผู้รับเงินไม่ออกหลักฐานให้ มีข้อหารือสรรพากรกำหนดกรอบไว้ให้ผู้ประกอบการมีทางเลือก ดังนี้
1. ทำใบรับเงิน ระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับ วันเดือนปีที่จ่าย รายการที่จ่ายเงินว่าจ่ายเป็นค่าอะไร จำนวนเงิน และลายเซ็นผู้รับเงิน
2. แนบสำเนาบัตรประชาชน
3. แนบหลักฐานการจ่ายชำระอื่นๆ ประกอบ เช่น สำเนาเช็ค สำเนาใบpay-in slip
4. กรณีต้องมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องหัก ก็แนบสำเนาการหักภาษีประกอบด้วย
เรื่องของหลักฐานรายจ่ายมักจะถูกประเมินภาษีค่อนข้างบ่อย เช่น ใบเสร็จรับเงินไม่ระบุชื่อผู้ซื้อ(หรือเขียนสด), เป็นบิลเงินสด(ไม่ระบุชื่อผู้ขาย), ไม่มีหลักฐานการซื้อสินค้ามาแสดง ดังนั้นบริษัทต้องเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่ลงบัญชีถูกต้อง ออกบิลสมบูรณ์ หรือทำตามหลักข้อหารือสรรพากร ก็จะทำให้หลุดรอดปลอดภัยจากบ่วงภาษีได้
"หลักเกณฑ์การยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม แล้วออกฉบับใหม่ ต้องทำอย่างไร "
กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้จัดทำใบกำกับภาษีที่มีรายการในส่วนที่เป็นสาระสำคัญไม่ถูกต้องครบถ้วน เมื่อได้รับการร้องขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิมและจัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ที่ถูกต้อง ให้ดำเนินการดังนี้
1. เรียกคืนใบกำกับภาษีฉบับเดิมและนำมาประทับตราว่า "ยกเลิก" หรือขีดฆ่าแล้วเก็บรวบรวมไว้กับสำเนาใบกำกับภาษีฉบับเดิม
2. จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ซึ่งเป็นเลขที่ใหม่ แต่จะต้องลงวัน เดือน ปี ให้ตรงกับ วัน เดือน ปี ตามใบกำกับภาษีฉบับเดิม และ
3. หมายเหตุไว้ในใบกำกับภาษีฉบับใหม่ว่า "เป็นการยกเลิกและออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนฉบับเดิมเลขที่… เล่มที่…." และหมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายของเดือนภาษีที่จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ด้วย
4. ผู้ประกอบการที่ขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม และออกฉบับใหม่ ต้องถ่ายเอกสารใบกำกับภาษีฉบับเดิม (ฉบับที่ขอยกเลิก) ติดเรื่องไว้ และส่งมอบใบกำกับภาษีฉบับที่ขอยกเลิกคืนให้ผู้ออกใบกำกับภาษีนำไปรวมกับสำเนาไว้เป็นหลักฐาน
5. ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่ หมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายประจำเดือนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนด้วย
"การนำใบกำกับภาษีซื้อมาใช้เหลื่อมเดือน มีหลักเกณฑ์นับจำนวนเดือนอย่างไร ?"
การนำใบกำกับภาษีซื้อไปใช้ในเดือนอื่นซึ่งมิใช่เดือนที่ออกใบกำกับภาษี ได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ในกรณ๊ที่มีเหตุจำเป็นโดยผ่อนผันให้นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากเดือนที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีได้ ให้เริ่มนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี เช่น ใบกำกับภาษีออกเมื่อเดือน ก.ค.46 มีสิทธินำใช้ภายใน 6 เดือน โดยให้นับเดือนส.ค. เป็นเดือนที่ 1 (ประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 4) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 76)ฯ
"หลักเกณฑ์การยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม แล้วออกฉบับใหม่ ต้องทำอย่างไร "
กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้จัดทำใบกำกับภาษีที่มีรายการในส่วนที่เป็นสาระสำคัญไม่ถูกต้องครบถ้วน เมื่อได้รับการร้องขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิมและจัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ที่ถูกต้อง ให้ดำเนินการดังนี้
1. เรียกคืนใบกำกับภาษีฉบับเดิมและนำมาประทับตราว่า "ยกเลิก" หรือขีดฆ่าแล้วเก็บรวบรวมไว้กับสำเนาใบกำกับภาษีฉบับเดิม
2. จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ซึ่งเป็นเลขที่ใหม่ แต่จะต้องลงวัน เดือน ปี ให้ตรงกับ วัน เดือน ปี ตามใบกำกับภาษีฉบับเดิม และ
3. หมายเหตุไว้ในใบกำกับภาษีฉบับใหม่ว่า "เป็นการยกเลิกและออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนฉบับเดิมเลขที่… เล่มที่…." และหมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายของเดือนภาษีที่จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ด้วย
4. ผู้ประกอบการที่ขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม และออกฉบับใหม่ ต้องถ่ายเอกสารใบกำกับภาษีฉบับเดิม (ฉบับที่ขอยกเลิก) ติดเรื่องไว้ และส่งมอบใบกำกับภาษีฉบับที่ขอยกเลิกคืนให้ผู้ออกใบกำกับภาษีนำไปรวมกับสำเนาไว้เป็นหลักฐาน
5. ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่ หมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายประจำเดือนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนด้วย
-----------------------------------------
กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากร
แสตมป์ สำหรับจำนวนเงินที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงิน
ที่นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็น
สถาบันการเงิน เพื่อนำไปชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งได้ดำเนินการ
ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 433) พ.ศ. 2548 อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับจำนวนเงินที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 จำนวนเงินที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์สำหรับเงินได้ที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน และสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ได้แก่ จำนวนเงินเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน หรือมีภาระผูกพันตามสัญญาประกันหนี้กับเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน และต้องเป็นจำนวนเงินที่นำไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
ในการยกเว้นภาษีอากรตามวรรคหนึ่ง ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน และผู้รับโอนอสังหาริมทรัพย์ จะต้องร่วมกันจัดทำหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินเพื่อนำเงินที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน โดยหนังสือรับรองดังกล่าวต้องมีข้อความอย่างน้อยตามที่แนบท้ายประกาศนี้
ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ต้องแจ้งหนังสือรับรองตามวรรคสอง ดังนี้
(1) แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินท้องที่ที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โดยให้ส่งมอบหนังสือรับรองดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เว้นแต่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินประสงค์จะชำระภาษีอากรก่อนในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมาย ก็ไม่ต้องแจ้งและส่งมอบหนังสือรับรองดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน
(2) แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากร โดยให้ส่งมอบหนังสือรับรองดังกล่าวผ่านสรรพากรพื้นที่ ในเขตท้องที่ที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินมีภูมิลำเนาหรือสถานประกอบการตั้งอยู่ หรือในเขตท้องที่ที่อสังหาริมทรัพย์ที่โอนตั้งอยู่
ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548
กองทุนประกันสังคม
หน้าที่ของนายจ้าง ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม
- ขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคม ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป
- แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงของนายจ้างและผู้ประกันตนภายใน 15 วันของเดือนถัดไป
- หักเงินสมทบจากค่าจ้าง ของลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตน
- ออกเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง และนำส่งเงินสมทบสำหรับค่าจ้างประจำเดือนที่ต้องนำส่ง ภายใน 15 วันของเดือน
ถัดไป โดยนำส่ง ที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ่ายผ่านที่ทำการไปรษณีย์ หรือทางระบบอินเตอร์เน็ต กับธนาคารซิตี้แบงค์ และธนาคารมิตซูโฮ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานประกันสังคม
เขตพื้นที่ หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่
- จัดทำทะเบียนผู้ประกันตน
(หมายเหตุ :: ที่มาของข้อมูล www.vespire.com )
|